ตัวแปรการเทรด

การเปลี่ยนแปลงในการซื้อขาย

หนึ่งในพันธกิจที่ XForex ได้ดำเนินอย่างต่อเนื่องก็คือการทำให้คุณได้รับประสบการณ์ในการซื้อขายที่ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ XForex จึงได้ขยายตัวเลือกในการซื้อขาย ด้วยการเพิ่มการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์และดัชนีผ่าน CFD ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ และในตอนนี้ XForex ได้เพิ่มการซื้อขายหุ้นและบิทคอยน์เข้ามาด้วย ดังนั้น XForex จึงได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการซื้อขายให้สอดคล้องกัน โดยการกำหนดอัตราเลเวอเรจและเงินประกันต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้จะทำให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์สำหรับการซื้อขายของคุณ ด้วย:
  • ตราสารทางการเงินใหม่ ๆ
    ในตอนนี้ คุณสามารถซื้อขายตราสารทางการเงินใหม่ ๆ และยังสามารถเข้าสู่ตลาดหุ้น ตลาดซื้อขายล่วงหน้า (ตลาดฟิวเจอร์) และแม้แต่ตลาดเสมือนก็ได้
  • การป้องกัน
    เพิ่มการป้องกันบัญชีของคุณให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากระบบใหม่จะเฝ้าติดตามปัจจัยเสี่ยงของคุณต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัว จึงป้องกันไม่ให้บัญชีของคุณถูกปรับเทียบได้
  • การบริหารความเสี่ยงที่ดีกว่า:
    การคำนวณเงินประกันและเงินประกันรักษาสภาพต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัวด้วยตัวแปรที่เฉพาะเจาะจงต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัว ช่วยให้สามารถคำนวณความเสี่ยงต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัวได้ จึงทำให้มีความแม่นยำมากขึ้น และยังช่วยป้องกันการซื้อขายต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัวของคุณ และทั้งบัญชีของคุณได้ด้วย
เลเวอเรจ

เลเวอเรจช่วยให้คุณสามารถซื้อขายสกุลเงินด้วยจำนวนเงินที่สูงกว่าจำนวนเงินลงทุนเริ่มต้นของคุณมาก จึงทำให้คุณมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น ถึงแม้ความสามารถในการทำกำไรโดยใช้เลเวอเรจเป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง แต่เลเวอเรจก็สามารถทำให้คุณขาดทุนได้เช่นกัน ถ้าตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการซื้อขายของคุณ โดยทั่วไปเทรดเดอร์มักใช้เครื่องมือในการกำหนดจุดหยุดขาดทุนและจุดทำกำไร (Stop Loss & Take Profit) เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว ที่ผ่านมา XForex กำหนดอัตราเลเวอเรจที่เสนอให้สำหรับมูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชีของคุณทั้งบัญชี

ตัวอย่างเช่น

จำนวนเงินฝากของคุณ: $1,000
มูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชี: $1,000
อัตราเลเวอเรจที่เสนอ: 1:400
จำนวนเงินที่คำนวณอัตราเลเวอเรจแล้วของคุณคือ: 1,000 x 400 = $400,000

อัตราเลเวอเรจต่อตราสารทางการเงิน

อัตราเลเวอเรจในตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าในตลาดฟอเร็กซ์อยู่มาก ดังนั้น เมื่อเราเข้าสู่ตลาดนี้ เราจึงได้เสนออัตราเลเวอเรจต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัวให้ จึงหมายความว่า สถานะการเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายแต่ละสถานะจะได้รับการกำหนดอัตราเลเวอเรจตามอัตราเลเวอเรจที่กำหนดให้กับชื่อย่อที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งคุณได้เปิดสถานะการเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายไว้

ยอดคงเหลือที่ใช้ซื้อขายได้

การมีอัตราเลเวอเรจต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัวยังทำให้คุณสามารถเฝ้าติดตามมูลค่าจริงของการซื้อขายของคุณได้อย่างใกล้ชิดด้วย ทุกครั้งที่คุณเปิดสถานะการเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย มูลค่าจริงของการลงทุนของคุณในสถานะนี้ [จำนวนเงินที่ยังไม่ได้กำหนดอัตราเลเวอเรจตามอัตราเลเวอเรจต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัว] จะถูกหักออกจากยอดคงเหลือที่ใช้ได้ของคุณ จึงหมายความว่า ตอนนี้คุณสามารถดูยอดคงเหลือที่ใช้ซื้อขายได้ของมูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชีของคุณได้ในเวลาจริง และในมูลค่าที่ยังไม่ได้กำหนดอัตราเลเวอเรจ (ที่สามารถใช้เพื่อซื้อขายได้)

มูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชี - วงเงินที่ใช้ไป

ตัวอย่างเช่น

จำนวนเงินฝากของคุณ: $1,000
อัตราเลเวอเรจสำหรับ Twitter: 1:20
คุณเปิดสถานะการเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย Twitter เป็นจำนวนเงิน: $5,000
ยอดคงเหลือที่ใช้ซื้อขายได้ของคุณ: $1000 – [$5,000: 20] = $750

เงินประกัน

ตัวแปรของเงินประกันแสดงอัตราส่วนระหว่างมูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชีของคุณและมูลค่าความเสี่ยงสุทธิของคุณ (ผลรวมของสถานะที่เปิดอยู่ทั้งหมดโดยแปลงเป็นสกุลเงินพื้นฐานของบัญชี) เมื่อเงินประกันของคุณเกินขีดจำกัดที่อนุญาต บัญชีของคุณจะเสี่ยงต่อการถูกปรับเทียบ และสถานะการเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายของคุณทั้งหมด หรือส่วนของการซื้อขายของคุณจะถูกปิดลงโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเฝ้าติดตามเงินประกันของคุณในเวลาจริง

มูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชี 
--------------------x 100
มูลค่าความเสี่ยง 

ตัวอย่างเช่น

จำนวนเงินฝากของคุณ: $1,000
คุณเปิดสถานะการเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย Twitter เป็นจำนวนเงิน: $5,000
มูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชี: $1,000
ยอดคงเหลือที่ใช้ซื้อขายได้ของคุณ: $750
มูลค่าความเสี่ยงสุทธิ: $5,000
เงินประกัน: (1000: 5,000) x 100 = 20%

เงินประกันต่อตราสารทางการเงินเป็นรายตัว

เมื่อเราเข้าสู่ตลาดหุ้นด้วยการเสนออัตราเลเวอเรจต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัว เราจึงได้เสนอจำนวนเงินประกันต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัวเช่นกัน ในตอนนี้ ตราสารทางการเงิน แต่ละตัวจะมีขีดจำกัดของวงเงินประกันตามปัจจัยเสี่ยงที่หุ้นตัวนั้นแสดงให้เห็น และตามอัตราเลเวอเรจที่ใช้ นี่คือส่วนที่เพิ่มจากเงินประกันของทั้งบัญชี [ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น] ซึ่งจะยังคงใช้เป็นตัวชี้วัดสำหรับสถานะของบัญชีของคุณต่อไป เพื่อช่วยให้คุณสามารถเฝ้าติดตามเงินประกันต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัวของคุณ เราจึงได้พัฒนาระบบเฝ้าติดตามขึ้นมา เพื่อเฝ้าติดตามเงินประกันต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัว อันได้แก่ ระบบเงินประกันรักษาสภาพ

ตัวอย่างเช่น

เงินประกันสำหรับ Google: 0.3%
ราคาต่อหุ้น: $1,228
สถานะที่เปิดอยู่: หุ้น Google 10 หุ้น
เงินประกันรักษาสภาพ: 0.3% x 1,228 x 10 [เงินประกัน x มูลค่าความเสี่ยง] = $36.8

ระบบเงินประกันรักษาสภาพ

ระบบเงินประกันรักษาสภาพคือระบบอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันการลงทุนของบัญชีของคุณ และป้องกันทั้งบัญชีของคุณจากการถูกปรับเทียบ โดยการรักษาระดับของเงินประกันรักษาสภาพต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัวของคุณไว้ เงินประกันรักษาสภาพจะแสดงผลรวมสัมพันธ์ของเงินประกันทั้งหมด และจะมีการคำนวณทุกครั้งที่มีการเปิดสถานะการเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย คุณสามารถเฝ้าติดตามระยะห่างของคุณจากสถานะการเรียกเงินประกันเพิ่มได้ โดยการสังเกตมูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชีและมูลค่าเงินประกันรักษาสภาพของคุณ

ตัวอย่างเช่น

คุณเปิดสถานะแรกสำหรับ Google - เงินประกันรักษาสภาพของคุณจะเท่ากับ $36.8
จากนั้น คุณได้เปิดสถานะที่สองสำหรับ Twitter - เงินประกันรักษาสภาพของคุณสำหรับ Twitter คือ $123.4 แต่จำนวนเงินนี้จะไม่แสดง
จำนวนเงินที่แสดงคือจำนวนเงินของผลรวมสัมพันธ์

เงินประกันรักษาสภาพ:        $160.2 = [123.4 +36.8]

การเรียกเงินประกันเพิ่ม

เมื่อผลรวมของสถานะการเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายชื่อย่อที่เฉพาะเจาะจง (ในทิศทางของตลาดที่เฉพาะเจาะจง) สูงขึ้นไปจนถึงวงเงินประกันคุ้มครองความเสียหายสำหรับชื่อย่อนั้น สถานะการเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายชื่อย่อนั้นจะเริ่มถูกปิดลงไปโดยอัตโนมัติ จนกว่าจะมีจำนวนเงินประกันเพียงพอ สถานะการเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายจะเริ่มถูกปิดลง จนกว่าจะมีจำนวนเงินประกันเพียงพอสำหรับชื่อย่อดังกล่าว ดังนั้น จึงเป็นการเพิ่มการป้องกันสำหรับสถานะอื่น ๆ รวมทั้งเงินประกันทั้งหมดของบัญชีด้วย เราเรียกการดำเนินการในการปิดสถานะต่อตราสารทางการเงิน เป็นรายตัวนี้ว่า การเรียกเงินประกันเพิ่ม (Margin Call)

ตัวอย่างเช่น

เงินประกันรักษาสภาพ:        $160.2 = [123.4 +36.8]
ถ้ามูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชีของคุณเหลืออยู่น้อยกว่า $160.2 สถานะของ Google หรือ Twitter ของคุณจะถูกปิดลง (สถานะที่ขาดทุนมากที่สุดจะถูกปิดลง)

มูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชี

จำนวนเงินจริงในปัจจุบันของบัญชี ซึ่งคำนวณโดยใช้สูตร: (จำนวนเงินที่ฝากเข้าทั้งหมด) ลบด้วย (จำนวนเงินที่ถอนออกทั้งหมด) บวกด้วย (ผลกำไรและขาดทุนสำหรับสถานะที่ปิดไปแล้ว) บวกด้วย (ผลกำไรและขาดทุนสำหรับสถานะที่เปิดอยู่) บวกด้วยเงินโบนัส แล้วแปลงเป็นสกุลเงินพื้นฐานของบัญชี

เงินฝาก – เงินที่ถอนออก + ตัวเลขกำไรและขาดทุนสำหรับสถานะที่ปิดไปแล้ว+ ตัวเลขกำไรและขาดทุนสำหรับสถานะที่เปิดอยู่ + เงินโบนัส

ผลกำไรและขาดทุนสำหรับสถานะที่เปิดอยู่

ผลกำไรและขาดทุนสำหรับสถานะที่เปิดอยู่: ผลกำไรและขาดทุนของสถานะที่เปิดอยู่ทั้งหมด (รวมทั้งดอกเบี้ย) ที่แปลงเป็นสกุลเงินพื้นฐานของบัญชี

มูลค่าความเสี่ยงสุทธิ

มูลค่าความเสี่ยงสุทธิ: ผลรวมของสถานะที่เปิดอยู่ทั้งหมดที่แปลงเป็นสกุลเงินพื้นฐานของบัญชี

โบนัสคงค้าง

โบนัสคงค้าง: แสดงจำนวนเงินโบนัสที่จะถูกโอนไปเป็นมูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชี หากคุณมีจำนวนแต้มสำหรับเทรดเดอร์เกิน "จำนวนแต้ม XPoints ที่ต้องได้" ภายในระยะเวลาที่กำหนด

จำนวนแต้ม XPoints ที่ต้องได้

จำนวนแต้ม XPoints ที่ต้องได้: แสดงจำนวนแต้ม XPoints ที่คุณต้องได้ตามเป้าหมายภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อที่จะให้ระบบโอนเงินโบนัสคงค้างไปเป็นมูลค่าสุทธิของเงินทุนในบัญชีของคุณ

รหัสโบนัส

รหัสโบนัส คือรหัสโบนัสและรหัสเงินสดหลายหลายชนิดที่เพิ่มเข้าในบัญชีของผู้ใช้ ขึ้นอยู่กับชนิดของรหัส หากต้องการแลกโบนัสเป็นเงินทุนในบัญชี เทรดเดอร์ต้องใช้รหัสโบนัสที่กำหนดเมื่อทำการฝากเงิน หากต้องการเข้าใช้งานหน้าการฝากเงิน กรุณาเข้าสู่ระบบของแพลตฟอร์มการซื้อขายบนเว็บ (WebTrader) แล้วคลิกที่แท็บฝากเงิน บนหน้าการฝากเงิน ให้กรอกรหัสโบนัสที่ถูกต้องลงในช่อง 'รหัสโบนัส' ถ้าคุณไม่มีรหัสโบนัสที่ถูกต้อง กรุณาเว้นว่างช่องนี้ไว้